ญาติหนุ่มญี่ปุ่นเศร้ารับศพไปฌาปนกิจ นำเพียงอัฐิกลับบ้าน

เจ้าหน้าที่สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย พร้อมด้วยญาติและแฟนสาว เดินทางมารอรับศพ นายโซนัม ซึโบอิ อายุ 21 ปี นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นที่หายตัวไปจากเซฟเฮ้าส์ ย่านถนนข้าวสาร ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้ญาติต้องเข้าแจ้งความ และออกเดินทางตามหา จนกระทั่งมาพบเป็นศพลอยอยู่กลางแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้กับสะพานพระราม 8 ซึ่งศพเก็บไว้ที่หน่วยนิติเวช ศิริราชพยาบาล โดยญาติจะนำไปประกอบพิธีฌาปนกิจที่วัดในกรุงเทพฯ ก่อนจะนำอัฐิกลับประเทศญี่ปุ่นในวันพฤหัสบดีนี้

นายแพทย์วิสูตร ฟองศิริไพบูลย์ หัวหน้าภาควิชานิติเวชศาสตร์ ระบุว่าทางโรงพยาบาลได้รับศพไว้ชันสูตร ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 59 และได้ตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมกับบันทึกภาพรอยสักบนร่างผู้เสียชีวิต ซึ่งเป็นรูปดอกไม้วางซ้อนกันบนหลังเท้าซ้าย และรอยสักรูปหยินหยางบริเวณหน้าอก ส่วนรายละเอียดจะส่งให้พนักงานสอบสวนในอีกไม่เกิน 7 วัน

ส่วนทางด้านคดี พลตำรวจตรี อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล ระบุว่าตำรวจให้น้ำหนักในเรื่องการฆ่าตัวตาย เนื่องจากไม่พบบาดแผล และจากการสอบถามญาติผู้ตายไม่ได้พกทรัพย์สินติดตัวมากนัก ซึ่งแหวนและเงินยังอยู่ครบขาดแต่กระเป๋าเป้ที่ยังหาไม่พบ ประกอบกับก่อนเกิดเหตุแฟนสาวระบุว่าได้ติดต่อกับผู้ตายว่าจะเดินทางมาหาที่ประเทศไทย แต่ผู้เสียชีวิตร้องไห้และบอกแฟนสาวไม่ต้องตามมา จึงคาดว่ามีปัญหา หรือความเครียดส่วนตัว ส่วนจุดที่กระโดดน้ำฆ่าตัวตายนั้น ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามท่าน้ำต่างๆเพื่อประกอบสำนวน

ชาวบ้านขวัญผวา! โค้งอันตรายแขวนซากตุ๊กตานับร้อย สะพรึงทั้งกลางวันกลางคืน

ชาวบ้านเขาพลองร้อง! มีคนนำตุ๊กตามาทิ้งรวมกันนับร้อยตัว แขวนตามต้นไม่กลางทางโค้งเขาพลอง ผวาทั้งกลางวันกลางคืน วอนทำป้ายเตือนและนำการ์ดเลนมาติดตั้งจะเหมาะสมมากกว่า

วันที่ 22 ม.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เขาพลอง พื้นที่ ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท มีทางโค้งที่เต็มไปด้วยซากตุ๊กตา อยู่บริเวณข้างสนามยิงปืนตำรวจูธรจังหวัดชัยนาท และเรือนจำชั่วคราวเขาพลอง ซึ่งชาวบ้านบอกว่าในจุดนี้จะมีผู้นำซากตุ๊กตามาทิ้งพร้อมกับขยะจำนวนมาก และก็มีคนเล่นพิเรนเริ่มนำซากตุ๊กตาสีสันและสภาพต่างๆ มาแขวนไว้ตามต้นไม้ และรั้วลวดหนาม ซึ่งอาจจะเกิดจากเจตนาอยากให้เป็นสัญญาณว่าเป็นทางโค้งเพื่อลดอุบัติเหตุ แต่กลับทำให้เกิดเป็นภาพที่น่าตกใจสำหรับคนที่ใช้เส้นทางนี้ในการสัญจรผ่านไปมาที่สะดุ้งด้วยความน่าสะพรึงกลัว เพราะตุ๊กตาหลายตัว สภาพเหมือนเด็กตัวเล็กมายืนอยู่ข้างถนน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนที่ความมืดยิ่งทำให้บรรยากาศน่าสะพรึงกลัวมากขึ้น ในเวลาที่แสงไปสาดส่องไปกระทบตุ๊กตาที่ถูกห้อยเรียงไปตามทางโค้ง

อีกทั้งในบริเวณดังกล่าวยังพบว่ามีประชาชนที่แอบนำขยะและสิ่งปฏิกูลมาทิ้งไว้ริมถนนจำนวนมาก เป็นภาพที่ไม่น่ามองและส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง รวมทั้งยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคและแมลงพาหะอีกด้วย จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปทำการเก็บตุ๊กตาเหล่านั้นออกรวมทั้งขยะที่มีผู้แอบนำมาทิ้งไว้ริมถนนจำนวนมากด้วย ในส่วนของการลดอุบัติเหตุในทางโค้งจุดนี้ ชาวบ้านวอนควรทำป้ายเตือนและการ์ดเลนมาติดตั้งจะเหมาะสมและเป็นสากลมากกว่า

ญาติทหารมะกันตามหาสาวไทย อยากให้รู้ว่ารักจนวันตาย

(20 ม.ค.) ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ภาพจาก เฟซบุ๊กเพจ Roads Go Ever On เป็นภาพชายหญิงถ่ายภาพเคียงคู่กัน โดยระบุว่า ขอให้ช่วยกันตามหาตัวสตรีในภาพถ่ายซึ่งคาดว่าหากมีชีวิตอยู่จะมีอายุราว 70 ปี เนื่องจากหลานสาวของชายคนดังกล่าว ขอให้ช่วยตามหา

โดยชายดังกล่าวเป็นทหารอเมริกันในยุคสงครามเวียดนาม เคยประจำการอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภา จ.ชลบุรี ต่อมาต้องเดินทางกลับประเทศ มีเพียงภาพถ่ายไว้เป็นที่ระลึก หลังจากนั้น ทั้งคู่ไม่ได้พบกันอีกเลยกระทั่งฝ่ายชายเสียชีวิต ข้อความมีดังนี้

ในช่วงสงครามเวียดนาม (ประมาณปี พ.ศ. 2505-2519) ทหารหนุ่มชาวอเมริกันนายหนึ่งถูกส่งมาประจำการอยู่ที่สนามบินอู่ตะเภา ซึ่งในเวลานั้นเป็นสนามบินที่ใช้ปฏิบัติการทางทหาร และเขาได้พบกับหญิงสาวชาวไทยผู้ซึ่งกลายเป็นความรักที่ตรึงอยู่ในใจของทหารหนุ่มนายนั้น…

แต่ด้วยเหตุบางอย่าง ทหารหนุ่มต้องเดินทางกลับประเทศโดยมีเพียงภาพถ่ายใบนี้เป็นที่ระลึกถึงเธอ… ในยามที่ต้องจากลาไกล

เขาและเธอ ไม่เคยได้พบกันอีกเลย

Mr. Larry Fravel อดีตนายทหารผู้นั้นใช้ชีวิตอย่างสันโดษและเงียบสงบ … ก่อนที่จะเสียชีวิต เขาได้นำภาพถ่ายมาให้หลานๆ ดู พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวความรักของเขาและเธอ และบอกว่า เขาเสียใจเพียงใดที่ไม่ได้แต่งงานและอยู่ที่นี่กับเธอ

หลานสาวของคุณ Larry อยากตามหา และติดต่อกับสุภาพสตรีท่านนี้อย่างยิ่ง หากว่าเธอยังคงมีชีวิตอยู่ เพื่อจะบอกสิ่งที่ลุงเคยพูดไว้ให้เธอ… ผู้เป็นที่รักได้รับรู้ รับทราบ ว่านายทหารหนุ่มคนนั้น ยังคงนึกถึงเธอตราบชั่วชีวิต

คำสารภาพหนุ่มร่างทรง ฆ่าข่มขืนน้องปูเป้ อ้างรู้จักมา 3 ปี

จากกรณีพบศพ น้องปูเป้ อายุ 21 ปี นักศึกษาสาว คณะวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง สภาพศพมีถุงปุ๋ยคลุมร่าง มีก้อนอิฐทับไว้ เสียชีวิตในสภาพน้ำลายฟูมปาก ต่อมาตำรวจจับกุม นายกฤษฎา อายุ 20 ปี ร่างทรงเจ้าพ่อเสือ โดยคนร้ายรับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุ

ล่าสุด (20 ม.ค.) เฟซบุ๊กแฟนเพจอีจัน ได้เผยคลิปวีดีโอสัมภาษณ์ นายกฤษฎา ขณะถูกควบคุมตัวที่ สภ.ทุ่งคอก จ.สุพรรณบุรี โดยนายกฤษฎา อ้างว่า รู้จักกับน้องปูเป้มา 3 ปีแล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเป็นแฟนกันหรือไม่ นายกฤษฎา กล่าวว่า ไม่ใช่แฟนแค่จีบกัน แต่เขาไม่ยอม

ทำไมถึงตัดสินใจให้น้องปูเป้กินยา นายกฤษฎา อ้างว่า ผู้เสียชีวิตปวดท้องจึงเอายาให้กิน แต่เมื่อนักข่าวถามว่าทำไมถึงเอายาฆ่าแมลงให้กิน นายกฤษฎาไม่ยอมตอบ เมื่อถามว่าตอนทำคิดอะไร คิดว่าเขาจะไม่ตายเหรอ นายกฤษฎาพยักหน้า

นายกฤษฎา เปิดเผยเหตุการณ์หลังจากน้องปูเป้เสียชีวิตว่า ตนไม่รู้จะทำยังไง จึงเอาศพน้องปูเป้ไปทิ้งทันทีหลังเสียชีวิต โดยลงมือคนเดียว ซึ่งจุดที่พบศพคือทุ่งนาที่ตนเองเคยไปนั่งเล่น

โดยก่อนเกิดเหตุยายของตนเองไม่อยู่เลยนัดผู้เสียชีวิตมาที่บ้าน โดยผู้เสียชีวิตเป็นคนโทรศัพท์มาหา โดยอ้างว่ามีการต่อสู้และทำร้ายร่างกายนิดหน่อยเนื่องจากเหยื่อไม่ยินยอม ก่อนลงมือข่มขืนโดยที่เหยื่อยังไม่หมดสติ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียใจไหมที่ทำ นายกฤษฎา พยักหน้า เมื่อถามว่าคิดว่าจะบานปลายขนาดนี้ไหม นายกฤษฎา ตอบว่า ตอนแรกก็ไม่คิด

ภรรยานักบินโพสต์สุดซึ้ง พี่แอร์เป็นเทวดาของอ๋อตลอดไป

จากกรณีเครื่องบินขับไล่กริพเพนตก ขณะบินโชว์ในวันเด็กแห่งชาติเมื่อวัน 14 ม.ค.ที่ผ่านมา ที่กองบิน 56 จ.สงขลา ทำให้นักบินคือ น.ต.ดิลกฤทธิ์ ปัถวี หรือผู้พันแอร์เสียชีวิตในเหตุการณ์ดังกล่าวตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 ม.ค. ผู้สื่อข่าว เดลินวส์ออนไลน์ รายงานว่า โลกออนไลน์เกิดกระแสการแชร์ภาพพร้อมข้อความจาก นางเสาวพัส ปัถวี หรืออ๋อ ภรรยาของ น.ต.ดิลกฤทธิ์ ที่ได้โพสต์ภาพคู่ของ นางเสาวพัสและผู้พันแอร์ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าอ๋อภูมิใจที่ได้เป็นภรรยาพี่แอร์ พี่แอร์เป็นเทวดาของอ๋อ อ๋อรู้ว่าพี่แอร์จะคอยดูแลและปกป้องอ๋อตลอดไป รักพี่แอร์สุดหัวใจ #MyAir

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้วันที่ 15 ม.ค. ภรรยาของผู้พันแอร์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเช่นกันว่าขอบคุณทุกความห่วงใยที่ส่งให้อ๋อนะคะ ขอโทษที่อ๋อยังไม่พร้อมจะคุยกับใครนะคะ อย่างไรก็ตาม

หลังจากที่ นางเสาวพัส ได้โพสต์ข้อความทั้งสองโพสต์ไปแล้วนั้น ต่างมีชาวโซเชียลมีเดียเข้ามากดไลค์และคอมเม้นท์ให้กำลังใจภรรยาของ น.ต.ดิลกฤทธิ์ พร้อมทั้งแสดงความเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก.

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก @Aorekung Saowaros

‘มันตายหรือยัง?’แม่วัยโจ๋ตะโกนถาม หลังทำร้ายลูกโคม่า

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เข้าติดตามความคืบหน้าคดีที่ สน.บุปผาราม หลังหนูน้อยวัย 5 เดือน ถูกทำร้ายจนเลือดคั่งในสมองและกะโหลกร้าว อาการโคม่า คาดอาจเป็นฝีมือแม่วัยโจ๋ ขณะที่ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี นำตัว น.ส.รุ่ง (นามสมมุติ) อายุ 39 ปี เข้าพบ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ตงเต๊า ผบก.น.8 และ พ.ต.อ.พิทักษ์ ปัญญาพร ผกก.สน.บุปผาราม เพื่อติดตามความคืบหน้า หลังจากเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ได้เข้าแจ้งความว่า ด.ญ.พี (นามสมมุติ) หลานสาวอายุ 5 เดือน ได้ถูก น.ส.จอย (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ผู้เป็นแม่ ทำร้ายร่างกายได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะนี้ยังรักษาตัวอยู่ในห้องไอซีอยู่ รพ.ศิริราช

โดย น.ส.รุ่ง กล่าวว่า ตนทำงานเป็นแม่บ้านอยู่ที่ รพ.ศิริราช ส่วนลูกชายชื่อ นายโต้ง (นามสมมุติ) อายุ 20 ปี ทำงานเป็น รปภ. และได้คบหากับ น.ส.จอย จนกระทั่ง น.ส.จอย ตั้งครรภ์ และคลอดลูกสาวออกมา 1 คน คือ ด.ญ.พี จึงได้ให้ทั้งคู่มาอยู่ด้วยกันที่บ้านเช่าของตนย่านเขตคลองสาน กระทั่งเมื่อช่วงเช้าวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนและลูกชายต่างก็ต้องออกไปทำงาน เมื่อกลับบ้านก็พบว่า ด.ญ.พี มีร่องรอยเขียวช้ำที่ปากคล้ายโดนกระแทกอย่างแรง ตอนนั้นลูกชายตนคิดว่าเป็นอุบัติเหตุ จนช่วงเย็นวันที่ 10 ม.ค. น.ส.จอย ได้ชวนลูกชายตนไปนอนค้างที่บ้านพ่อกับแม่ ย่านซอยจรัญสนิทวงศ์ โดยพา ด.ญ.พี ไปด้วย จนตนมาทราบข่าวเมื่อช่วงเช้าวันที่ 11 ม.ค. ว่า ด.ญ.พี ถูกส่งตัวไปผ่าตัดด่วนที่ รพ.ศิริราช

น.ส.รุ่ง กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ตนพยายามสอบถามเรื่องราวกับลูกชาย ก็ได้ความว่า ระหว่างที่ไปนอนค้างที่บ้านพ่อแม่ของ น.ส.จอย ช่วงกลางดึกขณะที่นอนหลับอยู่ จู่ๆ ด.ญ.พี ได้ร้องไห้ไม่หยุด เมื่อสอบถาม น.ส.จอย ก็อ้างว่า ด.ญ.พี ตกรถเข็นเด็กศีรษะฟาดพื้น จึงรีบนำตัวส่งโรงพนาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ก็พบว่ามีอาการเลือดคั่งในสมอง จึงส่งตัวไปผ่าตัดที่ รพ.ศิริราช ในช่วงสายวันเดียวกัน โดย ด.ญ.พี มีอาการกะโหลกร้าว เลือดคั่งในสมอง 2 จุด ซ้ำยังมีอาการตาบวม ตามร่างกายเขียวช้ำ และมีรอยเล็บจิกอีกด้วย ซึ่งหลังจากที่ ด.ญ.พี ผ่าตัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อาการก็ยังไม่ดีขึ้น นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ที่ห้องไอซียู ล่าสุดวันนี้แพทย์บอกให้ทำใจ เพราะหัวใจ ด.ญ.พี เต้นแผ่วลง เริ่มมีอาการไตวาย และม่านตาปิด ส่วน น.ส.จอย นั้นยังคงอ้ำอึ้ง และย้ายออกจากบ้านเช่าตนไปอยู่กับพ่อแม่ที่ซอยจรัญสนิทวงศ์

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา น.ส.จอย มีพฤติกรรมทำร้ายลูกอยู่เสมอ และเมื่อช่วงสายวันที่ 9 ม.ค. มีพยานระบุว่า ได้ยินเสียง น.ส.จอย ทำร้ายทุบตี ด.ญ.พี ที่สำคัญยังได้ยินเสียงคล้าย น.ส.จอย เอาสิ่งของขนาดใหญ่ทุ่มใส่พื้นบ้าน พยานจึงรีบวิ่งเข้ามาช่วยเหลือ และพบสภาพ ด.ญ.พี มีเลือดออกที่ปาก พอพยานอุ้มตัวออกมา น.ส.จอย ยังตะโกนถามไล่หลังด้วยว่า มันตายหรือยัง?

ต่อมา พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ ผบก.น.8 ได้นำกำลังตำรวจ สน.บุปผาราม พร้อมด้วย นางปวีณา หงสกุล ได้เดินทางไปที่บ้านเช่าของ น.ส.รุ่ง ซึ่งเป็นห้องแถวปลูกสร้างด้วยไม้ สูง 2 ชั้น กว้าง 6 คูหา เพื่อทำการชี้จุดเกิดเหตุเพื่อรวบรวมไว้เป็นสำนวนคดี ก่อนที่ พล.ต.ต.สัมฤทธิ์ จะเปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน เร่งรวบรวมพยานหลักฐานให้รัดกุมที่สุด และจะรอดูอาการของ ด.ญ.พี ด้วยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทั้งนี้ ยืนยันว่าในเรื่องนี้ทางตำรวจให้ความสำคัญมากอยู่แล้ว เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เฉียบขาด

ตัวละครลับ! แฉ ‘หงส์แดง’ สนคว้า ‘เบราร์ดี’ เดือนนี้

“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตกเป็นข่าว ให้ความสนใจคว้าตัว โดเมนิโก เบราร์ดี ดาวยิงของทีมซัสซูโอโล มาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ ในเดือนนี้

สำนักข่าวต่างประะเทศรายงานวันที่ 16 ม.ค. ว่า “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ให้ความสนใจคว้าตัว โดเมนิโก เบราร์ดี กองหน้าของทีมซัสซูโอโล สโมสรในศึกกัลโช เซเรีย อา อิตาลี มาสู่ถิ่นแอนฟิลด์ในช่วงเปิดตลาดซื้อขายนักเตะเดือนนี้

เบราร์ดี วัย 22 ปี ทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจนับตั้งแต่ย้ายมาจากทีมยูเวนตุส และตกเป็นข่าวกับบรรดาสโมสรใหญ่ในยุโรปในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งรายงานข่าวล่าสุดจาก กัสเซตต้า ดิ โมเดนา สื่อในอิตาลี ระบุว่า ลิเวอร์พูล ได้เข้าร่วววงในการแย่งคว้าตัว เบราร์ดี กับทีมอินเตอร์ มิลาน และ ยูเวนตุส โดยสื่อดังกล่าวเชื่อว่า เยอร์เกน คลอปป์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลต้องการเสริมความแข็งแกร่งในแนวรุก

ทั้งนี้ ยูเวนตุส มีออปชั่นที่สามารถซื้อตัว เบราร์ดี กลับมาร่วมทีมอีกครั้งเป็นทีมแรก ด้วยค่าตัว 22 ล้านปอนด์ แต่เป็นที่เชื่อกันว่า ยูเวนตุส ไม่น่าจะเลือกใช้ออปชั่นนี้ เพราะตอนนี้ทีมมีกองหน้าให้ใช้งานเพียงพอแล้ว

สาวพิษณุโลกถูกจับที่โอมาน-ทางการเร่งช่วย

สาวไทย ชาว อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ถูกจับติดคุกที่โอมาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือด่วน

สื่อออนไลน์หลายแห่งในจังหวัดพิษณุโลก เผยแพร่จดหมายขอความช่วยเหลือเขียนด้วยลายมือ วอนให้ช่วยเผยแพร่ โดยข้อความในจดหมายดังกล่าว ระบุว่า “ขอความช่วยเหลือ” ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2559 ข้อความในจดหมายแจ้งว่า ผู้เขียนคือ นางสาวรสสุคนธ์ เนียมกลาง อยู่บ้านเลขที่ 47 หมู่ 14 ต.บ้านดง อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ที่ได้เดินทางไปประเทศโอมาน ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่ายาที่ นางสาวรสสุคนธ์ หรือ “จ๋า” ซึ่งเป็นยารักษาโรคประจำตัวและจ่ายยาโดยโรงพยาบาลพุทธชินราช นั้น มีตัวยาบางตัว เป็นยาต้องห้ามของประเทศโอมาน

จึงถูกเจ้าหน้าที่ของโอมานจับ และถูกคุมขังในวันนั้น แม้ว่าทางบ้านจะพยายามหาทางช่วยเหลือ ส่งเอกสารการรักษาจากโรงพยาบาลส่งให้ทางสถานทูตไทยที่ประเทศโอมาน แต่ก็ยังไม่ได้รับความช่วยเหลือใด ๆ ระหว่างถูกควบคุมตัวตลอด 2 เดือน “จ๋า” เล่ามาในจดหมายว่า ตนเองไม่ได้กินยาเพื่อรักษาโรคประจำตัวเลย ทำให้อาการเจ็บป่วยเริ่มกำเริบ อีกทั้งยังไม่สามารถสื่อสารกับหมอที่โอมานได้ เพราะพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง นอกจากนี้ เรื่องอาหารก็ได้รับประทานเพียงแค่วันละ 1 มื้อเท่านั้น ลำบากเดือดร้อนมาก จึงต้องการขอความช่วยเหลือด่วน

ทางด้านสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จ.พิษณุโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นได้มีการตรวจสอบข้อมูล ยืนยันว่า “จ๋า” สาวไทย ชาว อ.ชาติตระการ ถูกจับติดคุกที่โอมานเป็นเรื่องจริง และได้รายงานให้หน่วยงานต้นสังกัดทราบเพื่อหาแนวทางช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนแล้ว

 
ที่มา : inn news